Sunday, December 6, 2009

ประกาศย้ายบล็อก

ย้ายไปhttp://projectpwz.exteen.com/นะ ทนความเหงาที่นี่ไม่ไหว goodbye blogspot

Wednesday, November 4, 2009

บ้ากันไปหมดแล้ว

คุยเอ็มกะต่ายแม่งบอกว่ามันรับทำโมเดลชิ้นละ500เจ้าของงานต่อเหลือชิ้นละ150บ้ากันไปใหญ่แล้ว ลาออกจากวงการไปขายถั่วแปบดีกว่า

Sunday, October 11, 2009

แล้วยังจะมีหน้ามาห้ามไม่ให้ซื้อของปลอม

ไปซื้อDVD copying beethovenมาอะของแท้ด้วยนะ ขอย้ำว่าของแท้ แต่ว่าJ-Bicsแม่งโคตรแสบเลย ภาพมันไม่ชัดอะ แถมกระตุกเป็นระยะอีกต่างหาก แต่ด้วยความที่เราอยากดูก็อดทนดูไป แม่งโคตรเลวเลยเสือกดูไม่ได้10นาทีสุดท้ายก่อนจบ โห่ ทำไมโลกแม่งโหดร้ายขนาดนี้วะ พรุ่งนี้จะโทรไปเคลม อยากรู้เหมือนกันว่ามันจะเปลี่ยนแผ่นให้เรารึเปล่า ถ้าไม่เปลี่ยนก็ขอลาล่ะนะแผ่นแท้ทั้งหลาย

Sunday, September 27, 2009

เบื่อพวกเก๊กหล่อจริงๆ(ภาคคนรวย)

คราวก่อนเขียนถึงพวกหลอกตัวเองไปแล้วคราวนี้ขอเขียนถึงพวกมองแต่ตัวเองบ้าง พวกนี้โดยมากจะเป็นไฮโซที่ตีความเรื่องการพอเพียงแบบเพี้ยนๆรักธรรมชาติและมีความปรารถนาดีต่อประเทศไทย(แบบควายๆ)เป็นอย่างมาก บทสัมภาษณ์ตามหนังสือพิมพ์ของคนพวกนี้ก็จะเป็นประเภทอยากให้เมืองไทยเป็นเหมือนลาวค่ะ รถน้อยดี ทุกคนอยู่อย่างพอเพียง หรือไม่ก็อยากให้ไทยเป็นแบบภูฎานธรรมชาติทำนาไป คือเรียกง่ายๆว่าเอารอบข้างอะลดลงแต่ความรวยของกูอะยังคงอยู่ พวกนี้แม่งไม่รู้ว่าทำไมคนจนๆถึงต้องทำงานเพื่อหาทางสร้างกิจการเป็นของตัวเอง ทำไมต้องฝ่าฟัน ทำไมต้องแก่งแย่ง เพราะแม่งไม่มีจะแดกไงครับ คุณก็บอกได้สิว่าเฮ้ยเนี่ยชั้นพอแล้วไม่หาแล้ว เนี่ยบริจาคที่ดินให้การกุศลตั้งครึ่งเกาะ ก็ชัวร์ล่ะครับมีเงินเป็น100ล้านถ้ายังไม่พอนี่ก็บ้าแล้ว แต่คนอื่นไม่ได้เป็นอย่างนั้นไง คุณแม่งจะให้เค้าพอได้ยังไงในเมื่อเค้ายังคุ้ยขยะแทะซากข้าวโพดกันอยู่เลย ผมเห็นด้วยกับการใช้เงินแต่พอดีแต่ผมไม่เห็นด้วยที่ไทยจะต้องหยุดพัฒนาประเทศแล้วเป็นแบบลาวแบบภูฏาน ผมไม่เชื่อว่าเค้าพอใจที่เป็นอย่างนั้น ผมเชื่อว่าเค้ากำลังวิ่งกำลังพัฒนา
วันนึงเราอาจจะตื่นขึ้นมาแล้วพบว่าเรายังอยู่ที่เดิมแล้วลาวกลายไปเป็นอย่างสิงคโปร์ ผมอยากรู้ว่าวันนั้นไฮโซพวกนั้นจะว่ายังไง

Friday, September 25, 2009

เบื่อพวกเก๊กหล่อจริงๆ(ภาคคนจน)

เวลาที่เราเข้าไปเว็บบอร์ดเกี่ยวกับการเงินเนี่ยเราก็มักจะเจอกระทู้ที่ถามประมาณว่ามีเงิน10ล้านถือว่ารวยแล้วหรือยัง หรือไม่ก็ต้องมีรายได้เท่ไหร่ต่อเดือนถึงไม่ต้องทำงานประจำ ถ้าคนปกติตอบก็จะตอบประมาณว่าถ้าไม่ต้องทำงานประจำก็ควรมีรายได้จากปันผลหรือดอกเบี้ยครอบคลุมค่าใช้จ่ายรายเดือนทั้งหมด เพราะฉะนั้น10ล้านก็น่าจะโอเค เพราะคิดแค้ปันผล5เปอร์เซ็นต์ก็เท่ากับ5แสน ตกเดือนละ4หมื่นกว่าๆก็น่าจะพอสำหรับคนไม่ฟุ่มเฟือย

ทีนี้มันชอบมีพวกตอบแบบพ่อตายประเภทมีสิบบาทกรวยได้ครับถ้าคิดว่าพอ หรือไม่ก็มีเท่าไหร่ก็ไม่รวยถ้าไม่รู้จักพอ หรือลุงข้างบ้านผมมีรายได้วันละ50บาทแกเก็บกระถินเก็บผักกินไปตามเรื่องก็ดูมีความสุขดีนะครับ ไอ้ควายเอ๊ย เราไม่ใช่คนบ้าเงินนะแต่เจอคำตอบแบบนี้ก็เซ็งเหมือนกันอะ คือใช้ชีวิตแบบนั้นมันอาจจมีความสุขจริง แต่ถ้าเลือกให้มีคุณภาพชีวิตดีกว่านั้นมึงไม่เอาเหรอไงหา คนถามเค้าถามเพื่อสำรวจรายรับรายจ่ายตัวเองมึงเสือกมาเก๊กหล่อทำห่าไรเนี่ย ถามว่าให้แม่งมีรายได้วันละ50บาทแล้วไปอยู่อย่างลุงคนนั้นเอามั้ยแม่งก็ไม่เอาหรอก รายได้แค่นั้นมีลูกจะทำยังไง พ่อแม่ป่วยมาจะทำยังไง มึงจะยังมีความสุขอยู่อีกเหรอวะ

กระทู้สุดฮิตเรื่องรวยๆจนๆนอกจากนี้ก็ประเภท วันนี้ดูรายการ...เห็นคุณAรวยล้นฟ้าแต่เป็นมะเร็ง เฮ้อ รวยไปก็ใช่จะมีความสุขนะเนี่ย และทำไมคนรวยชอบเป็นโรคนั่นโรคนี่ครับ แหมถ้ารวยแล้วเป็นอย่างนี้ขอจนแบบนี้ดีกว่า คนตั้งกระทู้พ่อตายพวกนี้แม่งไม่เคยเดินผ่านสะพานลอยเห็นคนเป็นโรคเท้าแสนปม ไม่เคยเห็นชาวนาเป็นโรคไต ไม่เคยไปต่างจังหวัดไปเห็นคนที่แม่งเป็นแค่หวัดยังไม่มีปัญญาซื้อยามารักษา คนเราอะมีทุกข์กันทุกคนแหละคนรวยก็มีทุกข์คนจนก็มีทุกข์ เพียงแต่ทุกข์คนรวยแม่งทุกข์ยังไงก็น้อยกว่าคนจนวันยังค่ำแหละ เพราะอย่างน้อยก็ยังมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่า เพราะฉะนั้นก็ตั้งหน้าตั้งตาหาเงินกันเข้าไปเหอะปลอบใจตัวเองนิดๆหน่อยๆอะได้แต่อย่าให้เวอร์นัก กูเบื่อ

ปล.อ่านบล็อกย้อนหลังแล้วรู้สึกว่าภาษาเราแม่งขึ้นๆลงลงว่ะ ช่วงนี้แม่งจะกลายเป็นkuayvistaอยู่แล้วเนี่ย

Thursday, September 24, 2009

จอร์จ โซรอสกับเงินเดือนพนักงานCG-ทำไมราคางานCGถึงตกต่ำ

อ่านเรื่อง reflexivity model ของจอร์จ โซรอสจากคุณสุมาอี้แล้วเลยคิดว่าโมเดลนี้น่าจะอธิบายเรื่องความตกต่ำของราคางานCGในบ้านเราได้ (หรือคิดไปเองไม่รู้)

reflexivity model ของโซรอสก็คือ โซรอสเชื่อว่าตลาดหุ้นมีความลำเอียงอยู่เสมอประมาณว่าเมื่อหุ้นราคาขึ้นความลำเอียงเชิงบวกของคนในตลาดก็มีมากขึ้นทำให้ผลักดันให้ราคาหุ้นเพิ่มขึ้นไปอีก เวลาหุ้นตกความรู้สึกfailก็จะเกิดขึ้นทั้งตลาดทำให้ราคาหุ้นร่วงลงไปอีก ดังนั้นตลาดหุ้นจึงจะวิ่งเป็นกระทิงและหมีสลับกันไปเรื่อยๆ(บทความที่อ่านไม่ได้บอกว่าจุดกลับตัวของreflexivity modelอยู่ตรงไหน) และที่สำคัญก็คือไอ้ความลำเอียงที่เกิดขึ้นในตลาดหุ้นเนี่ยมันดันส่งผลกระทบต่อปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจได้ด้วยอะ เช่น ในช่วงที่ตลาดอสังหาตกต่ำแต่หุ้นอสังหาดันราคาพรุ่งปรี๊ดทั้งๆที่ไม่ได้มีสัญญาณทางเศรษฐกิจใดๆบอกเลยว่าจุดฟื้นตัวมาถึงแต่ถ้าตลาดหุ้นยังขึ้นไปเรื่อยๆคนในตลาดก็จะรวยขึ้นจนมีเงินมาซื้ออสังหาทำให้ตลาดอสังหาฟื้นขึ้นมาจริงๆ อธิบายย่อๆแค่นี้แหละนี่ไม่ใช่บล็อกหุ้นเดี๋ยวจะพลอยเลิกอ่านก่อนเข้าประเด็น

อย่างที่บอกมาในย่อหน้าก่อนว่าของ2อย่างมันมีความสัมพันธ์กัน เราเลยคิดว่าเงินเดือนพนักงานCGส่งผลต่อราคางานCGในตลาด เรื่องมันก็เป็นอย่างนี้นะครับเจ้านายทั้งหลาย

ในยุคแรกเริ่มของวงการCGคนทำCGมีน้อยคุณภาพงานก็ไม่ดีนักราคาCGเลยโคตรจะแพงเงินเดือนของพนักงานCGก็สูงลิบลิ่ว พอเงินเดือนพนักงานCGสูงมันก็ทำให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นว่างานที่จ้างไปเนี่ยแม่งยากนะโว้ยเลยต้องจ้างคนเงินเดือนสูงๆมาทำเพราะฉะนั้นราคางานCGเลยไม่เคยตกมีแต่พุ่งทะยานตามความยากวงการCGก็อยู่ด้วยกันอย่างสงบสุขตั้งตัวกันได้ทั้ง2ฝ่ายทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แถมให้อีกหน่อยเลยก็ได้ว่าพอพนักงานมีเงินเดือนเยอะก็เลยซื้อบ้านซื้อรถซื้อของส่งผลต่อเศรษฐศาสตรมหภาคทำให้สินค้าขายดีลูกค้าproductก็happyมีตังค์มาจ้างให้ทำCGได้อีก

ต่อมาคนเรียนจบCGมันมีเยอะขึ้น อีนายจ้างก็คิดว่าทำไมกูต้องจ้างพนักงานแพงเลยจัดการตัดตอนพนักงานเงินเดือนสูงซะไอ้ที่ควรจะได้ขึ้นเงินเดือนก็ไม่ได้ขึ้น จ้างครูพละมาเป็นโปรดิวเซอร์แทนที่จะดันคนที่มีอยู่ไปทำ คนที่อยู่รอดก็เหลือแค่ระดับSupervisorเท่านั้นที่เหลือก็แดกแกลบกันไปใครอยู่ได้ก็อยู่ใครอยู่ไม่ได้ก็ไม่ต้องอยู่กูไม่ง้อจ้างเด็ก12000ก็ได้งานเหมือนกัน(จริงๆไม่เหมือนเพราะว่างานดีๆจะไปโหลดที่supervisorกะพวกเงินเดือนสูงๆที่เหลืออยู่เพราะฝีมือดีกว่าเด็ก) แล้วก็ให้supervisorสอนงานพอเด็กเป็นงานปุ๊บก็สบายรับงานยากมาได้อีกเงินเืดือนก็จ่ายนิดเดียว กิน2เด้งอย่างนี้สบายใจนายจ้าง เด็กจบใหม่มาเห็นพอร์ตบริษัทดีก็อยากทำ(งานไอ้พวกเงินเดือนสูงที่กำลังแดกแกลบกันอยู่ตอนนี้) เอ้ากูยอมหมื่นสองก็หมื่นสอง เดี๋ยวพอกูเก่งเค้าก็ขึ้นเงินเดือนให้เองแหละ(ยังไม่รู้ว่าหายนะกำลังจะมาเยื่อน)

ทีนี้ก็เกิดปัญหาสิครับเงินเดือนก็ไม่ขึ้น อนาคตก็ไม่เห็นทำงานก็หนัก(เพราะครูพละพร้อมจะให้ลูกค้ามาดูงาน24ชม.) อย่างงี้ทำไปก็สบายเจ้าของออฟฟิส อย่ากระนั้นเลยกูเสี่ยงตายออกไปทำเองดีกว่า เหนื่อยเท่ากันแต่ได้กินเต็มๆ พอออกไปทำเองปุ๊บลูกค้าก็เกิดตัวเลือกขึ้น อ๊ะ มีเจ้าใหม่มาลองถามราคาดูหน่อยดีกว่าว่าเท่าไหร่ เจ้าใหม่เพิ่งเปิดอะไรๆก็ยังไม่มีอาศัยว่าคุ้นเคยกันมาว่าเป็นลูกค้าจากออฟฟิสเก่า ลูกค้าก็ต่อราคาแบบว่าขอลองดูหน่อยว่าฝีมือเป็นไงถ้าดีเดี๋ยวส่งงานให้เรื่อยๆ เจ้าใหม่ก็ต้องยอม ได้น่อยดีกว่าไม่ได้อีกอย่างได้น้อยยังไงก็ยังเยอะอยู่ดี(งานล้านนึงเจ้าใหม่อาจทำได้9แสน) เป็นอย่างนี้ปุ๊บก็เกิดการตัดราคากันขึ้น อีเจ้าเก่าเห็นเจ้าใหม่ตัดราคาแรกๆก็ไม่ยอมหรอกแต่ว่าด้วยการที่ไม่ขึ้นเงินเดือนไงลูกน้องก็ออกไปตั้งออฟฟิสกันเองมากขึ้นจาก1เป็น2จาก2เป็น3 บริษัทCGก็เกิดขึ้นเต็มไปหมดตัดราคากันระนาว

พอตัดราคากันไปเรื่อยๆกำไรก็น้อยลงกลายเป็นไม่มีเงินจะขึ้นเงินเดือนให้จริงๆ คราวนี้ซวยจริงลูกน้องก็ออกจริง เด็กใหม่พอเก่งแล้วก็ออกจริง(เพราะไม่ได้ขึ้นเงินเดือน) งานก็ห่วยลงจริง(คนเก่งกระจายตัว) ราคางานก็เลยต้องลดลงจริงๆ วงการCGก็จนกันจริงๆทั้งวงการไม่มีเงินซื้อบ้านซื้อรถซื้อของ ลูกค้าโปรดักก็ยอดตกลงจริงๆ ไม่มีเงินจ้างเอเจนซี่จริงๆ เอเจนซี่ไม่มีงบก็คิดงานหลบCG CGก็ไม่มีงานเข้าไปอีก จนกันเข้าไป บริษัทก็เจ๊ง เด็กใหม่บางคนจบมาฝีมือดีหน่อยรู้ว่าออฟฟิสแม่งโหดกับพนักงานขนาดนี้กูเปิดเองดีกว่า ก็เปิดไป แย่งลูกค้ากันเข้าไปอีก เป็นวงกรอุบาทว์ไม่มีที่สิ้นสุด เฮ้ออออ เหนื่อย

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ก็ไม่มีอะไร หวังอย่างเดียวว่าออฟฟิสจะเห็นพนักงานเป็นคนบ้าง เราไม่ได้อยากได้เงินเดือนเยอะเป็นแสนเป็นล้าน เอาเป็นว่าพอเหมาะกับเศรษฐกิจ ขึ้นเงินเดือนทุกปีในปริมาณพอเหมาะ ไม่ใช่ปีนึงขึ้น250บาทอย่างนี้ก็เหี้ยเกิน โบนัสไม่มีก็ได้แต่ถ้าบริษัทกำไรเยอะก็ควรแบ่งพนักงานบ้าง เรื่องทำงานดึกหรือเข้าวันเสาร์ อาทิตย์พนักงานส่วนใหญ่ก็ไม่ได้ว่าอะไร แต่อย่าให้บ่อยเกินคนเราก็ต้องมีครอบครัว เท่สนี้พนักงานก็ไม่ลาออกแล้ว ใครเค้าจะอยากลาออกมาเปิดเองให้เสี่ยงเจ๊งถ้าหากไม่เข้าตาจน ทำได้เท่านี้วงการมันก็จะดีขึ้นพนักงานกินดีอยู่ดีก็ไม่ลาออกงานออฟฟิสก็มีคุณภาพมากขึ้นเพราะคนที่ทำมานานฝีมือดีๆอยู่รวมกันทำงานก็ใช้เวลาน้อยคุณภาพงานดีมีเวลาพักผ่อน ส่งผลต่อ reflexivity เชิงบวกก็ดีกันถ้วนหน้า สบายใจกันไปทั้งวงการ

Wednesday, September 23, 2009

เรื่องควายๆในวงการCG



วันนี้ว่างจัดเลยเข้าไปค้นข้อมูลในเว็บหางาน แต่ไม่ได้เสิร์ชหางานเราเสิร์ชหาคนแทนคือว่าอยากรู้ว่าคนที่ทำงานในวงการCGที่ได้เงินกิน50,000เนี่ยเค้าทำอะไรกัน คำตอบที่ได้ก็คือCG supervisorกับProducerนั่นแหละเลยกลายเป็นประเด็นที่อยากจะกรี๊ดของวันนี้ เรื่องของเรื่องก็คือมันเป็นเรื่องที่ขี้เวอร์และโคตรไม่ยุติธรรมสุดๆเลยอะที่บริษัทยอมจ่ายให้โปรดิวเซอร์ขนาดนั้น(25000-50000) จริงๆโปรดิวเซอร์เป็นหน้าที่สำคัญนะครับแต่สิ่งที่ผมคิดว่าบริษัทไม่ควรจ่ายให้โปรดิวเซอร์เยอะขนาดนี้เพราะ80%ของโปรดิวเซอร์เมืองไทยง่อยครับ แถมคนทำงานที่เป็นคนทำจริงๆแม่งยังได้เงินเดือนน้อยกว่าโปรดิวเซอร์อีกต่างหาก

ต้องทำความเข้าใจก่อนนะครับว่าโปรดิวเซอร์เมืองไทยเนี่ยไม่ได้เหมือนเมืองนอกเค้าเอาเข้าจริงๆก็คือคนตามงานนั่นแหละไม่ได้มีสกิลในการทำงานหรือเ้ข้าใจในตัวงานว่างานนี้ควรใช้เวลาเท่าไหร่ยากง่ายแค่ไหน90%ของโปรดิวเซอร์CGเมืองไทยมีหน้าที่พูดว่า"ได้ค่ะ"กับลูกค้า โปรดิวเซอร์เนี่ยจะเป็นใครมาจากไหนก็ได้เช่นเด็กจบใหม่ แฟนเจ้าของ อดีตครูพละเอกตะกร้อ นักดนตรีฆ้องวง ฝรั่งขี้นกหลงทาง ฯลฯ ทั้งหมดนี้มีคุณสมบัติเป็นโปรดิวเซอร์ได้หมดขอให้เป็นผู้หญิงแค่นั้นแหละพอ

แล้วมันไม่ยุติธรรมยังไงน่ะเหรอครับคำตอบง่ายๆก็คือ ทำไมตำแหน่งที่สำคัญขนาดนี้ที่ควรเอาคนที่ทำอะไรได้มากกว่าการตามงานกับพูดว่า"ได้ค่ะ"ถึงมีอนาคตที่รุ่งโรจน์กว่าคนที่ทำงานจริงๆ จากตารางที่ผมค้ามาพบว่า คนทำงานในวงการCGเงินเดือนส่วนใหญ่สตาร์ท12000บาทเท่ากับโปรดิวเซอร์แต่มีอัตราการเจริญเติบโตของเงินเดือนไม่เท่ากันโดยโปรดิวเซอร์จะมีอัตราการเจริญเติบโตของเงินเดือนมากกว่าเพราะเมื่อโปรดิวเซอร์ยิ่งทำงานก็จะยิ่งรู้จักคนในวงการมากขึ้นๆทำให้มีคอนเนคชั่นพอย้ายงานทีเงินเดือนก็จะบวกเข้าไปทีละเกือบ100%แต่คนทำงานถ้าจะได้เงินเดือนเยอะต้องเป็นsupervisorเท่านั้น แล้วแต่ละบริษัทมันมีตำแหน่งsupervisorเยอะเหรอครับ ก็ไม่มีไงครับ คนทำงานเลยต้องออกมาเปิดบริษัทเอง(ซึ่งจะเขียนว่ามีผลยังไงในตอนต่อไป)

จริงๆแล้วโปรดิวเซอร์อาจจะสมควรได้เงินเดือน50000แต่ไม่ใช่กับทุกคน และที่สำคัญคือผมคิดว่าคนที่จะมาเป็นโปรดิวเซอร์ควรเป็นคนที่ทำงานCGมาก่อนไม่ใช่เอาใครก็ได้มาทำ เพราะอะไร? ก็เพราะว่าคนทำงานมาแล้วเข้าใจกระบวนการทำงานมากกว่าไงครับ จริงอยู่ว่าคนที่เคยทำงานมาก่อนอาจไม่มีประสบการณ์ในบางขั้นตอนของโปรดิวเซอร์แต่ผมเห็นว่านั่นเป็นสิ่งที่เรียนรู้กันได้ แต่โปรดิวเซอร์ไม่มีทางเลยที่จะรู้ว่างานที่CGทำนั้นน่ะมันยากขนาดไหน เพราะฉะนั้นความเสี่ยงในตอนเริ่มต้นในการเอาคนทำCGกับครูพละมาทำงานจึงเท่ากัน แต่หลังจากเรียนรู้ขั้รตอนทั้งหมดของการเป็นโปรดิวเซอร์แล้วครูพละทำได้ไม่เหมือนกับคนที่เคยทำCGมาก่อน เพราะครูพละไม่รู้ว่าขึ้นโมเดลตึกมันยากแค่ไหน(อ๋อ สี่เหลี่ยมอย่างงี้ ชั่วโมงเดียวก็เสร็จค่ะพี่) ครูพละไม่รู้ว่าลบrigมี่ติดมาเหี้ยๆใช้เวลาเท่าไหร่(อู๊ย อันเล็กนิดเดียวเดี๋ยวส่งให้เลยก็ได้ค่ะ) ที่สำคัญคือครูพละไม่เคยทำงานมาก่อนจึงไม่มีความมั่นใจและpowerที่จะต่อรองกับลูกค้าเรื่องจุกจิก(อยากดูงานตอนตี2เหรอคะ อ๋อได้ค่ะ) ทั้งหมดนี้มันคือจุดอ่อน ที่สำคัญกว่านั้นคือผมคิดว่าโปรดิวเซอร์ไม่ควรเป็นผู้หญิง ผมไม่เข้าใจว่าทำไมชอบจ้างผู้หญิงมาเป็นโปรดิวเซอร์ จริงอยู่ว่ามันดูน่ารัก แต่มันไม่มีประสิทธิภาพในการทำงานโว้ยยย คนชอบคิดว่าโปรดิวเซอร์เป็นผู้หญิงทำให้เวลาตามงานแล้วคนทำงานรู้สึกดี จริงๆแล้วจะชายหรือหญิงมันก็น่ารำคาญหมดแหละยิ่่งเวลาโปรดิวเซอร์มาแนะให้เปลี่ยนโน่นเปลี่ยนนี่อันนี้สุดยอด ผมเชื่อว่า99%ของคนทำรู้สึกไม่พอใจ เพราะอะไรเหรอครับ ก็เพราะอีโก้ไงครับ ทำไมครูพละถึงจะมารู้ว่าอะไรสวยไม่สวยมากกว่าผมที่ทำงานล่ะครับ นี่เลยยิ่งเป็นเหตุผลว่าโปรดิวเซอร์ควรเป็นคนที่ทำงานCGมาก่อนเพราะว่าด้วยportfolioที่ดีจะทำให้คนที่ทำงานอยู่รับฟังไงครับ นอกจากนี้การที่โปรดิวเซอร์ควรเป็นผู้ชายอีกอย่างก็เพราะว่าด้วยความเป็นผู้ัชายทำให้สามารถสนิทกับผู้กำกับมากกว่าโปรดิวเซอร์ผู้หญิง(ยกเว้นโปรดิวเซอร์หญิงจะยอมเป็นเมียผู้กำกับ)ถ้าไม่เชื่อลองสังเกตุดูก็ได้ว่าลูกค้าชั้นดีเงินเยอะมักจะมาจากโปรดิวเซอร์ผู้ชาย

แค่นี้ก็คงพอแล้วสำหรับเหตุผลที่บริษัทควรจ้างโปรดิวเซอร์ที่ทำงานCGมาก่อนและที่สำคัญควรเป็นผู้ชาย!!!

ปล.โปนดิวเซอร์หญิงดีๆที่ไม่เคยทำงานCGมาก่อนก็มีนะครับ แต่ก็ยังคงมีปัญหาเรื่องความเชื่อมั่นเวลาแนะนำให้แก้งานอยู่ดี เพราะเป็นธรรมชาติของคนที่มักจะเชื่อฟังคนที่เก่งกว่าแบบมีรูปธรรม